มาเปลี่ยนลุ๊คกัน #1

posted on 05 Feb 2009 12:46 by delightday  in Makeup

ตอนนี้กำลังฝึกแต่งหน้าแบบเปลี่ยนลุ๊คให้ดูแฟชั่นมากขึ้น  แล้วเน้นเรื่องการแก้ไขรูปหน้าในดูเพรียวลง

แต่งหน้าตัวเองจนเบื่อแล้วก็เลย  อยากเปลี่ยนไปแต่งคนอื่นมั่งค่ะ

มองไปมองมาก้อเอา นี่แหละน้องดาว เป็นพี่เลี้ยงคุณยายค่ะ อิอิ ใกล้ตัวมากๆ

วิจารณ์กันได้นะคะ  ขอออกตัวก่อนว่าคราวนี้ผิดพลาดนิดนึงที่ไม่ได้หยิบแปรงสำหรับเขียนคิ้วไป มีแต่อันสำหรับปัดคิ้วอันใหญ่ๆ  คิ้วเลยไม่ค่อยงาม

หลักๆ ก้อเน้นรองพื้นบางๆ ด้วยรองพื้นเหลว  แต่ทำชาโดว์บริเวณกรอบหน้าให้ดูเรียวลง  แล้วก้อตรงจมูกให้โด่งขึ้น คราวนี้คอนเซ็ปคือแต่งแบบดารา  เลยเน้นทำให้ตาโตขึ้นค่ะ  ก้อเขียนขอบตาสีดำ  แล้วก็ลงอายแชโดว์สีดำ ไล่จากหาตาเข้ามาประมาณครึ่งตา  แล้วต่อด้วยสีม่วงแบบองุ่นดำ ตรงกลางตา  จากนั้นลงสีชมพูหวานๆ บริเวณหัวตาอีกนิด จะได้ไม่ดุเกินไป  ข้างล่างก็ใช้สีเฉดเดียวกันลงค่ะ  จากนั้นก็ดัดขนตา มาสคาราปัดๆๆๆ  ปัดแก้มสีชมพูใสๆ  แล้วก้อทาปากให้ดูอ่อนๆนิดนึง  แค่นี้ก้อดูเซ็กซี่แล้ว  ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 30 นาที เพราะมีนัดกินข้าวกับเพื่อนต่อ

 แต่งดีไม่ดีไม่รู้ แต่พอแต่งเสร็จนางแบบถึงกับงงว่านี่ตัวเค้าเองจริงเหรอ อิอิ  คว้าโทรศัพท์มาถ่ายรูปใหญ่เลย ก็สนุกดีค่ะ  ไว้หานางแบบได้อีก จะเอามาลงให้อีกค่ะ

             

edit @ 5 Feb 2009 13:06:40 by DelightDay

edit @ 5 Feb 2009 13:13:05 by DelightDay

วันนี้อ่านเรื่อง เดอะ ท็อป ซีเคร็ต ของทันตแพทย์สม สุจีราค่ะ

มาสะดุดกะคำว่า "อย่าอธิษฐานขอที่เป้าหมาย  แต่ขอสิ่งที่จะทำให้ถึงเป้าหมาย"

เรามักจะชินกับการขออะไรง่ายๆ เช่น ขอให้ถูกหวยรางวัลที่ 1  ขอให้เอ็นท์ติด

แต่ในเดอะ ท็อป ซีเคร็ต แนะนำว่าการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น เราต้องรู้จักสกัดความอยาก

"เป็นศิลปะการคิดขั้นสุดยอด คือ ดูเหมือนจะอยาก แต่ไม่คิดอยาก"

จงเหมือนสิงโตเฝ้าเหยื่อ และอย่าละทิ้งเป้าหมาย

สิงโตในขณะที่หิวโซ อยากล่าเหยื่อใจจะขาด มันจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ไม่อยาก

แต่มองไปที่เป้าหมายอยู่ตลอดเวลา รอจนจังหวะเปิด มันจะกระโจนเข้าใสทันที  สิงโต

ที่ขาดความอดทน แสดงความอยากอย่างเต็มที่ จะไม่ประสบความสำเร็จในการล่าเหยื่อ

เพราะเป้าหมายหายไปเสียก่อน

ผู้เขียนอธิบายว่า ความอยากให้ถึงเป้าหมายก็จะเกิดกิเลสขึ้นทันที  แต่ถ้าเราอธิษฐานขอให้สิ่งที่ไปให้ถึงเป้าหมาย เช่น  เป้าหมายคือชนะการแข่งขัน ก็ให้อธิษฐานขอสิ่งที่จะทำให้ไปถึงชัยชนะแทน  เช่น ขอให้มีพลังกาย พลังใจ ให้เอาจิตมุ่งไปที่การกระทำในปัจจุบันมากกว่า

เราเลยมองย้อนกลับไปสมัยสอบเอ็นท์  ตัวเราเองไม่ได้เก่งมากมายนัก  แต่ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า จะต้องสอบให้ติดให้ได้ เราใช้เวลาเรียนพิเศษ อ่านหนังสือหนักมาก ช่วงนั้นไหว้พระก่อนนอน ก้อจะขอให้สอบติดๆตลอด  แต่ตอนช่วงใกล้สอบยิ่งรู้สึกเครียดมาก เพราะกลัวว่าถ้าเกิดไม่ได้จะทำยังไง เลยยิ่งวิตกมากขึ้น เคยมีครั้งนึงสอบที่โรงเรียนแล้วเครียดมากจนไม่สบายระหว่างสอบไม่มีสมาธิทำข้อสอบเลย พอคิดได้ว่าความเครียดนี่แหละตัวร้าย  ต่อมาเลยเปลี่ยนวิธีขอเป็น  "ขอให้เรามีสติปัญญา มีสมาธิ ทำข้อสอบได้อย่างสบายๆ" โดยขอทุกๆวันก่อนนอน

ปรากฎว่าตอนก่อนเข้าห้องสอบรู้สึกนิ่ง ไม่กลัว และมีสมาธิ ตอนทำก็รู้สึกว่าทำไปเรือยๆ ไม่ลนลาน และผลสอบก้อเป็นอย่างที่หวังคือ เอ็นท์ติดค่ะ  เสียดายสมัยนั้นไม่มีคนเขียนหนังสืออย่างนี้ให้อ่านไม่งั้นคงใช้เคล็ดลับนี้ไปนานแล้ว

(รูปจาก Se-ed book)

ทริปนี้ไม่ได้แพลนอะไรเลย โดนชวนปุ๊ปก้อโดดขึ้นรถ ตามหลักการของแก๊งค์ใจง่าย รู้คร่าวๆ ว่าจะเขาใหญ่และไปหาอะไรกินทำนองนี้ แต่เอาเป็นว่าเที่ยวได้หลายที่เหมือนกัน เผื่อใครอยากตามนะคะ

10.00 น.   ออกจากกทม. แถวๆ รังสิต วิ่งตามเส้นวิภาวดีไปเรื่อยๆ แล้วก้อตามป้ายสระบุรี นครราชสีมาไปเรื่อยๆ

11.30 น.   ประมาณชั่วโมงครึ่ง จะเข้าสู่ อ. มวกเหล็กก้อให้เริ่มสังเกต ตลาด อสค.(องค์การส่งเสริมสหกรณ์โคนม) ทางซ้ายมือ พอเลยไปข้ามสะพานข้ามคลอง  ประมาณหลักกม.ที่ 144 จะมีป้าย "ภูภัทรา" ใหญ่ๆทางซ้าย ให้เตรียมชิดขวากลับรถตรงนั้น  แล้วชิดซ้ายเพราะเราจะต้องเลี้ยวเข้าซอยไปหาร้านเสต็กแสนอร่อยชื่อ "แดรี่โฮม" (Dairy Home) แนะให้ไปก่อนเที่ยงไม่งั้นจะรอคิวนานเพราะโต๊ะมีไม่มากนัก  ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องของผลิตภัณฑ์จากนมสด ไม่ว่าจะเป็นไอศครีม โยเกิรต ขนมปัง และเสต็ก 

ถ้าใครชอบทานเนื้อไม่ติดมันแต่นุ่มให้สั่ง "นิวยอร์กเสต็ก" ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ (ประมาณ 290 บาท) แล้วสั่งให้สุกแค่มีเดียม  จะได้เนื้อเสต็กเป็นสีชมพูนุ่มๆ ด้านนอกดูเกรียมนิดๆ มาพร้อมกันซอสพริกไทยดำ และซอสเห็ด  แต่ถ้าใครไม่ชอบซอสนี้แนะนำให้ลองสั่ง "ขาหมูทอดกรอบ" เพราะน้ำจิ้มเผ็ดขาหมู แซ่บจริงๆ (อิอิ จะให้ สั่งแต่น้ำจิ้มก้อจะอดชิมขาหมูน่ะสิ) 

แต่ถ้าชอบเนื้อติดมันนิดๆ เหนียวหน่อยๆ แบบได้บริหารกระพุ้งแก้มพองาม ก้อลองสั่ง "ทีโบนเสต็ก" ดู  ทานแล้วอยากจะเรียกหาน้ำจิ้มแจ่วกะข้าวเหนียวจริงๆ  เนื้อเสต็กที่นี่จะหมักได้นุ่มหอมและได้รสชาติกลมกล่อมมาก สั่งมีเดียมอาจจะได้ความดิบนิดนึง (แต่จะได้ความฉ่ำของเนื้อด้วย) ซึ่งต่างจากร้านเสต็กบางร้านที่ทำจนสุกเกินไป  แนะนำว่าถ้าใครชอบสุกไปเลยต้องสั่งเวลดัน หรือมีเดียมเวลดัน ให้ถามพนักงานดูก่อนได้

คนที่ไม่ทานเนื้อก้อไม่ต้องเสียใจ เพราะ "พอร์คชอป" กะ "ไส้กรอกไวน์ขาว ไวน์แดง" ก็น่าลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง พอร์คชอปนุ่มมากๆๆ  จะหอมน้ำมันงาและเครื่องเทศนิดๆ เรียกว่าไม่ต้องราดซอสก้ออร่อยแล้ว  ส่วนไส้กรอกเป็นสไตล์โฮมเมดนะ ไม่ใช่ไส้กรอกบิกไบท์นะจ๊ะ  คือจะหน้าตาคล้ายๆไส้อั่ว  แต่เครื่องเทศเป็นแบบฝรั่ง  และมีกลิ่นไวน์นิดๆ ลองสั่งมาทานดูก้อเรียกน้ำย่อยดี

เสต็ก แดรี่โฮมระหว่างรอก้ออาจจะสั่งขนมปังปิ้ง กับเนยสูตรแดรี่โฮม มาทานกับซุปข้าวโพดอุ่นๆ ก่อนก้อได้  ถ้าใครไปถึงเช้าก้ออาจจะสั่งอาหารเช้าทานไปเลย อิอิ (อยากลองมาก ขอบอก)

   

   เอาล่ะหลังจากอิ่มแล้ว  ที่ห้ามพลาดก้อคือ "ไอศครีม" เพราะที่นี่ทำเอง รสชาติสดใหม่ หวานมัน ลืมอ้วนกันเลยทีเดียว  อยากให้ลองพวกรสชาติแปลกๆน่ะ  อันที่เขียนว่ามีเหล้าเช่น วอดก้ามะนาว  สตรอเบอร์รี่ไวน์แดง หรือ ลิ้นจี่ไวน์ขาว  ก้อทานได้นะคะ เพราะมีกลิ่นเหล้าน้อยมาก (คอเหล้าอย่าเสียใจไป)  ส่วนอันที่เราชอบก้อมี คุ๊กกี้แอนด์ครีม ถ้าสั่งในร้านทานเสร็จก้อจะได้ของที่ระลึกเป็นแก้วน่ารักๆ กลับบ้านไปด้วย

อิ่มกันแล้วก้อแวะซื้อของฝากกันนิดนึง เป็นพวกผลิตภัณฑ์นมสดต่างๆ  และผักปลอดสารพิษ เราลองซื้อขนมปังโฮลวีตกลับมาเพราะเค้าทำใหม่ๆ กลิ่นหอมยั่วยวนเล่นเอาห้ามใจไม่อยู่เลยค่ะ  จริงๆร้านนี้เปิดถึงสองทุ่มแต่ถ้ามาตอนค่ำ ขนมปังอาจหมดแล้ว T_T แต่นมขวดๆ และไอสครีมยังมีอยู่ มาซื้อขากลับได้

ตามที่บอกข้างต้นว่าทริปนี้เป็นทริปกิน เพราะงั้นเราต้องแบ่งกระเพาะไว้ใส่กาแฟและของหวานตบท้ายด้วยนะคะ เอ้า..ไปกันต่อ

13.00   ล้อหมุนจากร้านแดรี่โฮม เลี้ยวขวาไปตามถนนลัดไปเขาใหญ่เลยค่ะ ไม่ต้องวิ่งออกมิตรภาพ เพราะเราจะเขาไปชมไร่องุ่น และบรรยากาศรีสอร์ทต่างๆของเขาใหญ่กัน  ที่หมายต่อไปคือร้านกาแฟ "Primo Posto" ที่หลายคนหลงใหลในบรรยากาศบ้านสไตล์ทอสคาน่า ในบรรยากาศไร่องุ่นในอิตาลีสุดแสนจะโรแมนติก ก้อวิ่งตามทางลัดเลาะไปเรื่อยๆเขาและบ้านชาวบ้านไปเรื่อยๆ ระหว่างทางจะมีป้ายไรองุ่น GranMonte เป็นระยะๆ ชวนให้เราวิ่งตามไป  ถ้ามีเวลาก้อเลี้ยวไป GranMonte ก่อนก้อได้ค่ะ เข้าไปลึกเหมือนกันจะเป็นไร่องุ่นที่ใหญ่กว่าเพราะผลิตไวน์เองด้วย แล้วค่อยย้อนออกมา  แต่ถ้าแน่วแน่ก้อวิ่งตามถนนไปสัก 10 โลจากร้านแดรี่โฮม ก้อจะเจอร้านอยู่ซ้ายมือเลยค่ะ ถนนนี้ทะลุไปออกเขาใหญ่เลย ยังไงก้อไม่หลง

   

                      

 

       ก้ออย่างที่คาดไว้คือ คนเยอะมากๆ ที่จอดรถสะดวก แต่ทาง Primo Posto เก็บค่าเข้าสถานที่คนละ 55 บาทโดยเราเอาไปซื้อเครื่องดืมและขนมข้างในได้น่ะคะ  เก็บขนาดนี้ยังคนเต็มไปหมดเลย ก้อแนะนำว่าถ่ายรูปกันให้คุ้มๆเลยค่ะ มีพร๊อพอะไรขนไปถ่ายทำเลย อิอิ  แต่ต้องหลบหัวคนกันหน่อยนะคะ  เสียดายว่าวันนั้นอากาศร้อนเลยเสียบรรยากาศนิดหน่อย  ถ้าอากาศหนาวล่ะก้อนะ คงเหมือนยุโรปเลย   แต่ถ้าใครคิดว่าจะไปหามุมเงียบๆ จิบกาแฟ นั่งสบตากะหวานใจเนี่ย  ทำใจนิดนึงนะคะ อาจจะหาที่นั่งไม่ได้เลย อิอิ  อ้อ เค้ามีร้านอาหารด้วยแต่พวกเราไม่ได้ไปลองกัน  ได้แต่ชิมกาแฟซึ่งรสชาติใช้ได้ เราลองสั่ง Honey Ice Latte ก้อเป็นกาแฟลาเต้เย็นใส่น้ำผึ้งอร่อยดี  และขนมเค้กก้อรสชาติเหมือนในกรุงเทพค่ะ ไวท์ชอคชีสเค้ก นี่โอเคเลย  สำหรับคอกาแฟร้อนต้องลองสั่งลาเต้ร้อน ที่นี่เค้าจะทำลวดลายของฟองนมให้สวยๆ ทีเรียกว่าลาเต้อาร์ต เพิ่มความติสต์เวลาจิบกาแฟ

   

                         

   หลังจากแย่งชิงมุมสงบมาได้ พวกเราก้อนั่งเม้าส์ ทานขนมและจิบกาแฟ ทำตัวเป็นผู้ดีประหนึ่งอยู่อิตาลี ถ่ายรูปกันพอหายเหนื่อย ก้อแวะไปซื้อของที่ระลึกติดมืออีกแล้ว (ทัวร์ไทย จริงๆเลยเรา) มีถ้วยกาแฟตามวันเกิดให้เลือกและก้อมีเสื้อยืดเพ้นท์รูปตึกของ Primo Posto น่ารักดี   สำหรับคอไวน์ ที่นี่เค้าเลือกไวน์อิตาลีมาขายด้วย  ราคาปานกลางแต่ก้อน่าทดลองอยู่คะ  ไวน์ไทยแถวเขาใหญ่ก้อขวดละพันต้นๆแล้ว  แต่นี่ไวน์อิตาลีขวดประมาณ 1,600 บาท แล้วแต่ชอบค่ะ

14.00  ตอนนี้เริ่มแย่ เพราะท้องอิ่ม เลยคิดไม่ออกว่าจะไปไหนต่อ  มีคนเสนอว่าให้ไป "ทองสมบูรณ์คลับ" ไปเล่นกิจกรรมแอดเวนเจอร์  จะได้ออกกำลังกายและขยับตัวมั่ง ก่อนที่จะกลิ้งได้ อิอิ  ก้อเลยวิ่งออกมาทางเขาใหญ่และย้อนไปออกถนนมิตรภาพเพื่อจะไปปากช่องน่ะคะ  ระหว่างทางก้อยังเจอร้านน่ากินอีกหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นส้มตำไก่หมุน คงต้องฝากไว้รอบหน้า  พอเข้าปากช่องก้อจะเจอความเจริญ  มีตึกแถวมากมาย  ให้วิ่งชิดซ้ายด้านในคู่ขนานไว้นะคะ  เพราะต้องเข้าซอยเดียวกะภูตะวันค่ะ ปากซอยแคบๆ อยู่ก่อนถึงตลาดปากช่อง พอเข้าซอยจะเจอทางรถไฟ ให้ข้ามไปแล้วเลี้ยวขวาไปตามทาง จะเจอทางเข้าอยู่ทางขวามือค่ะ ปากทางจะดูเป็นป่ารกๆ อย่าตกใจวิ่งต่อไป  จะเริ่มเห็นบรรยากาศภูเขาและท้องทุ่ง ชวนให้นึกถึงหนังคาวบอย แล้วก้อจะเจอลานจอดรถค่ะ  เค้าไม่ให้เอารถเข้าไปก้อต้องขึ้นรถที่ทางไร่จัดไว้ให้  โดยไปซื้อบัตร 20 บาทก่อน 

   

       

    ถ้าเอาเด็กๆไปบอกไว้ก่อนว่าต้องพกเงินกันไปเยอะล่ะคะ เพราะมีแต่ของน่าเล่น  รถจะพาเราวิ่งผ่านทุ่งหญ้าไปยังโซนกิจกรรม  มีตั้งแต่ขับรถ ATV รถลูจ  กระเช้าลอยฟ้า  โหนรอกลอยฟ้า  เรือยาง  เล่นหมดก้อหมดตัวนะคะเพราะแต่ละอันก้อราคาหลักร้อย เราเลือกเล่นรถลูจ เหมือนนั่งรถแข่งลงจากเขา เลี้ยวไปเลี้ยวมาตามแรงโน้มถ่วงโลก  สนุกดี  ไม่ก่อมลพิษเพราะไม่ใช้เครืองยนต์ (ลองจินตนาการเวลาขี่จักรยาน ลงเนินแล้วปล่อยให้มันไหลไปเองอ่ะคะ) ขากลับก้อได้นั่งกระเช้าลอยฟ้าเป็นของแถม  อันนี้หมดไป 150 บาท 

 

   ถึงตอนนี้บางคนต่อมอดรีนาลีนเริ่มทำงาน เลยอยากเสียเงินต่อ ก้อเลยไปต่อที่ ดรายเสลจ อ่า...จะอธิบายว่าไงดี มันเหมือนนั่งบนห่วงยางใหญ่ๆแล้วปล่อยให้ลื่นลงมาจากสไลเดอร์ยักษ์  ได้ความว่าเร้าใจมาก จนเพื่อนเรายอมจ่ายเงินเล่นสองรอบแน่ะ  อีกอันที่น่าสนใจแต่ไม่มีใครเล่น (เพราะน้ำหนักเกิน อิอิ) คือลูกบอลยักษ์ที่เอาคนใส่ไว้ข้างในแล้วกลิ้งลงมาจากเนิน  ท่าจะเวียนหัวดี

พอออกแรงกันหอมปากหอมคอ เราก้อเดินทางต่อไปไหว้พระกันค่ะ เพราะยังไม่ถึงเวลาข้าวเย็น คิคิ

16.00   เค้าว่ากันว่า คุณสรพงษ์ ชาตรี ได้มาสร้างรูปหล่อหลวงพ่อโต พรหมรังษี ใหญ่ที่สุดในโลกไว้แถวโคราชนี่แหละ  พวกเราก้อเลยคิดว่าควรจะไปทำบุญกันเพราะเป็นวันเกิดเพื่อนคนนึ่งในทริปด้วย  ออกจากปากช่องก็วิ่งต่อไปทางเข้าเมืองโคราช  ตามป้ายนครราชสีมาไว้ น่าจะห่างปากช่องราวๆ 40 กม.ได้  จะเห็นหลังคาวิหารเหมือนพระมณฑปอยู่ทางซ้ายมือค่ะ  ก็แวะไปสักการะขอพรจากหลวงพ่อโต  เพื่อเป็นสิริมงคล องค์ท่านใหญ่จริงๆ นึงถึงหลวงพ่อทวดที่หัวหินเลย แต่ที่นี่องค์ท่านประดิษฐานในวิหารค่ะ วันนั้นคุณสรพงษ์ก็อยู่ที่นั่นคอยอำนวยความสะดวก ญาติโยม วิหารยังสร้างไม่เสร็จดีแต่ก้อใหญ่โตสวยงามค่ะ  มีคนไปทำบุญกันเยอะ ต่อจากนั้นก้อไปสักการะพระพุทธชินราชจำลองในวิหารใหม่ด้วย

17.00  อิ่มใจแล้วที่นี้ก้อถึงเวลาทำท้องให้อิ่มพร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกสวยๆของเขื่อนลำตะคอง  ออกจากวัดให้วิ่งย้อนขึ้นมาทางถนนมิตรภาพไปทางเขื่อนลำตะคองค่ะ  ให้สังเกตกม.ที่ 196 จะมีสะพานลอยทาสีเหลืองๆ และมีทางเลี้ยวซ้ายขึ้นเขายายเที่ยงมีป้าย "สวนเมืองพร" อยู่ก้อไปตามนั้น  ข้างบนเป็นร้านอาหารมองเห็นวิวพาโนรามาของเขื่อนลำตะคอง  และมีต้นไม้ดอกไม้สวยๆจำหน่ายเป็นของฝากค่ะ  

 

   

อาหารที่นี่ก้อหน้าตาดีทีเดียว มีกุ้งก้ามกรามจากเขื่อนมานำเสนอ  แต่พวกเราก้อต้องฝืนใจไม่สั่งเพราะเพิ่งไปทำบุญมา (จริงๆแล้วเป็นข้ออ้าง เพราะกุ้งโลละพันกว่า เลยต้องไว้ชีวิต อิอิ) หันไปสั่งไก่ย่าง ส้มตำ ปลาเผา ลาบ ไส้กรอกอีสานและที่ขาดไม่ได้คือข้าวเหนียวแทน ไหนๆก้อมาเยือนถิ่นอีสานแล้วนี่นาจะพลาดได้อย่างไร  เรานั่งก้นที่ระเบียงริมเขาเลย  บรรยากาศดีมากๆ นั่งดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นดวงกลม น้ำในเขื่อนสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับ  นี่สิเมืองไทยของเรา...ซึ้งจัง น้ำตาไหล...เพราะส้มตำเผ็ด 555 แต่อาหารอร่อยดี  แต่ท้องไส้เราไม่มีทีเก็บเสียแล้วและเริ่มมืด คณะของเราจึงต้องสั่งลา "โคราช" และ "เขาใหญ่" ไปแต่โดยดี  โดยที่ขากลับยังไม่ลืมแวะแดรี่โฮมอีกครั้งเพื่อซื้อไอศครีมไปฝากคนที่อดมา

 

   

บอกแล้วว่าทริปนี้เป็นทริปกิน เลยไม่ได้ไปอุทยานเลย เอาไว้เป็นไอเดียเปลี่ยนที่กินวันเสาร์ อาทิตย์กันนะคะ

By Nan @ Delight Day

edit @ 2 Feb 2009 14:30:47 by DelightDay

edit @ 3 Feb 2009 10:23:59 by DelightDay